วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิแท่งส่วนประกอบโดยใช้ความถี่สัมพัทธ์(ร้อยละ)" "สถิติ"

 การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ 

"แผนภูมิแท่งส่วนประกอบโดยใช้ความถี่สัมพัทธ์(ร้อยละ)" "สถิติ"

ดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกหัดได้ที่นี่ 

 

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิแท่งส่วนประกอบ" "สถิติ"

  การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิแท่งส่วนประกอบ" "สถิติ"

ดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกหัดได้ที่นี่ 

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิรูปวงกลม" "สถิติ"

  การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิรูปวงกลม" "สถิติ"

ดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกหัดได้ที่นี่ 

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิแท่งเชิงเดี่ยว" "สถิติ"

 การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิแท่งเชิงเดี่ยว" "สถิติ"

ดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกหัดได้ที่นี่ 

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิรูปภาพ" "สถิติ"

การนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ "แผนภูมิรูปภาพ"

ดาวน์โหลดเอกสารแบบฝึกหัดได้ที่นี่

- แบบฝึกหัดที่ 1    เฉลยแบบฝึกหัดที่ 1 

- แบบฝึกหัดที่ 2    เฉลยแบบฝึกหัดที่ 2 

- แบบฝึกหัดที่ 3    เฉลยแบบฝึกหัดที่ 3 

- แบบฝึกหัดที่ 4   เฉลยแบบฝึกหัดที่ 4 

- แบบฝึกหัดที่ 5    เฉลยแบบฝึกหัดที่ 5

 "แผนภูมิรูปภาพ"  เครื่องมือนำเสนอข้อมูลที่เด็กไทยควรรู้จัก
     เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นแผนภูมิรูปภาพผ่านตากันมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหนังสือเรียนหรือแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ของน้องๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะเรื่องนี้ถูกจัดไว้ในหลักสูตรของชั้น ม.1 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้สถิติเบื้องต้นเลยทีเดียว
 
     ถ้าถามว่า "แผนภูมิรูปภาพคืออะไร" ก็ขออธิบายแบบง่ายๆ เลยครับ มันคือการเอาข้อมูลตัวเลขที่เรามีอยู่ มาเปลี่ยนให้เป็นรูปภาพสัญลักษณ์ที่สวยงามและเข้าใจง่าย ตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการบอกว่ามีนักเรียนชาย 20 คน เราก็อาจจะใช้รูปหัวคน 2 รูป โดยกำหนดให้รูปหัวคน 1 รูป แทนนักเรียน 10 คน เป็นต้น
 
ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของแผนภูมิรูปภาพ
     เวลาเราจะสร้างแผนภูมิรูปภาพสัก 1 ชิ้น เราจะต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ติดไว้ให้ครบครับ มิฉะนั้นแผนภูมิของเราจะไม่สมบูรณ์และสื่อความหมายได้ไม่เต็มที่ 
 
     ประการแรก ต้องมี "ชื่อเรื่อง" ที่ชัดเจนว่าเรากำลังนำเสนอข้อมูลอะไร เช่น "จำนวนนักเรียนที่ชอบเล่นกีฬาชนิดต่างๆ" ชื่อเรื่องนี้จะช่วยให้คนอ่านรู้ทันทีว่าเขากำลังดูข้อมูลเกี่ยวกับอะไรอยู่ 
 
     ประการที่สอง คือ "สัญลักษณ์" ที่เราเลือกใช้ ซึ่งควรเลือกให้มีความหมายเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่นำเสนอ เช่น ถ้านำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผลไม้ ก็ควรใช้รูปผลไม้ ถ้านำเสนอเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ก็ควรใช้รูปสัตว์ เป็นต้น การเลือกสัญลักษณ์ที่เหมาะสมจะทำให้แผนภูมิของเราดูน่าสนใจและสื่อสารได้ดีขึ้น 
 
     ประการที่สาม ซึ่งสำคัญที่สุดและพลาดไม่ได้เลยคือ "ค่าของสัญลักษณ์" หรือที่ทางวิชาการเรียกว่า Key หรือ Legend คือการบอกให้ชัดเจนว่ารูปสัญลักษณ์ 1 รูปมีค่าเท่ากับเท่าไร เช่น 1 รูป = 5 คน หรือ 1 รูป = 10 หน่วย การละเลยส่วนนี้จะทำให้คนอ่านไม่สามารถแปลความหมายของข้อมูลได้เลย 
 
     ประการสุดท้าย คือ การจัดวางหมวดหมู่และตัวเลขประกอบ ซึ่งจะช่วยให้การอ่านข้อมูลทำได้อย่างรวดเร็ว
 
แผนภูมิรูปภาพเหมาะกับอะไรและไม่เหมาะกับอะไร
     คุณครูหลายท่านนิยมใช้แผนภูมิรูปภาพในการสอนเด็กๆ เพราะมันดึงดูดความสนใจและทำความเข้าใจได้ง่าย เด็กๆ สามารถเปรียบเทียบปริมาณของข้อมูลได้จากขนาดหรือจำนวนของรูปภาพโดยไม่ต้องใช้ทักษะการคำนวณที่ซับซ้อน เหมาะอย่างยิ่งกับการนำเสนอข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น เพศที่ชอบ อาชีพที่สนใจ สีที่ชื่นชอบ หรือกิจกรรมยามว่างที่นิยมทำ 

     แต่ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่าแผนภูมิรูปภาพก็มีข้อเสียเหมือนกันครับ เช่น ถ้าข้อมูลที่เรานำเสนอมีตัวเลขที่เยอะมากๆ การเขียนรูปภาพอาจจะเยอะจนรกตาและดูยาก นอกจากนี้ถ้าค่าของสัญลักษณ์ที่กำหนดไว้ เช่น 1 รูป = 10 คน แล้วข้อมูลของเรามีจำนวนที่ไม่ลงตัว เช่น 25 คน ก็จะต้องวาดรูปแค่ 2 รูปครึ่ง ซึ่งอาจจะดูไม่สวยงามและทำให้การเปรียบเทียบผิดเพี้ยนได้
 
เคล็ดลับการทำแผนภูมิรูปภาพให้น่าเชื่อถือ
     จากประสบการณ์ที่ได้สอนและทำสื่อการสอนมา พบว่า การสร้างแผนภูมิรูปภาพที่ดีควรคำนึงถึงประเด็นเหล่านี้ คือ ต้องเลือกค่าของสัญลักษณ์ที่เหมาะสมกับข้อมูล ถ้าข้อมูลมีค่าน้อยก็ควรใช้ค่าสัญลักษณ์ที่น้อย เช่น 1 รูป = 1 หรือ 2 หน่วย แต่ถ้าข้อมูลมีค่ามากก็ควรใช้ค่าที่มากขึ้น เช่น 1 รูป = 50 หรือ 100 หน่วย อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการรักษาขนาดของรูปภาพให้เท่ากันทุกภาพ เพราะถ้าขนาดไม่เท่ากันคนอ่านอาจเข้าใจผิดว่าขนาดใหญ่กว่าหมายถึงจำนวนมากกว่า ซึ่งจะทำให้แผนภูมิขาดความน่าเชื่อถือไปทันที 
 
     สิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือ การบอกแหล่งที่มาของข้อมูล ซึ่งถ้าเราระบุไว้ท้ายแผนภูมิจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับงานของเราได้เป็นอย่างมาก และยังทำให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้อีกด้วย